3 เมกะเทรนด์โลกการศึกษา ต่อทิศทางการพัฒนาครูไทย ในปี 2017

17 มกราคม 2560

สสค.เปิด 3 เมกะเทรนด์โลกการศึกษาปี 2017 ต้อนรับวันครูแห่งชาติ นักวิชาการเสนอรัฐต้องทำให้อาชีพครูกลายเป็นเสาหลักในการพัฒนาประเทศ ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีประเทศไทยย้ำ ครูยุคใหม่ ต้องไปไกลกว่า “เรือจ้าง” ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเศรษฐศาสตร์การศึกษา สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) กล่าวว่า ในปี 2560 ซึ่งรัฐบาลประกาศให้เป็นปีแห่งการปฏิรูปประเทศ ครูจึงเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนากำลังคนให้เดินหน้าไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ในวันครูแห่งชาติ สสค.จึงนำเสนอ 3 เมกะเทรนด์โลกด้านการศึกษาที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อทิศทางการพัฒนาครูไทยในปี 2017 ดังนี้ 1) การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศด้านการศึกษา หรือ “EdTech” มาปลดพันธนาการคืนครูสู่ห้องเรียน ให้ครูมี “อิสระ” ทุ่มเทพัฒนาการสอนได้อย่างเต็มที่ โดย EdTech จะทำหน้าแบ่งเบาภาระการบริหารจัดการภารกิจนอกเหนือการสอน อาทิ การลดภาระเอกสารงานธุรการ การประเมินผลการเรียน การจัดการข้อมูลนักเรียน ซึ่งผลวิจัยล่าสุดจากผลการสอบ PISA 2015 หรือรายงานของคณะกรรมการแห่งชาติเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนของสหรัฐอเมริกา (NCTAF) ระบุตรงกันว่าการมอบหมายภารกิจนอกเหนือการสอนให้แก่ครูส่งผลเสียต่อคุณภาพการเรียนการสอนของครูและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียน โดยเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคืนเวลาและอิสระให้แก่ครูในการมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนในชั้นเรียนมากขึ้นด้วยการใช้เทคโนโลยีมาแบ่งเบาภาระครู 2) การสร้างและปลูกฝังแนวคิด Growth Mindset ให้กับครู จากทฤษฎีด้านจิตวิทยาที่มีการวิจัยกว่า 40 ปีที่เชื่อว่า อัจฉริยะหรือพรสวรรค์ไม่สำคัญเท่ากับความเชื่อมั่นที่ว่าสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้ ฉะนั้นในการพัฒนาครูรุ่นใหม่ให้มี Growth Mindset ที่ดี ก็จะส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้และกรอบแนวคิดในการพัฒนาของศิษย์ ทั้งยังนำไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ทีดีให้ครูรักเด็กและเด็กรักครู 3) ทำให้อาชีพครูกลายเป็นเสาหลักในการพัฒนาประเทศ เมื่อสังเคราะห์ข้อมูลจากประเทศที่ประสบความสำเร็จด้านการศึกษา อาทิ ฟินแลนด์ สิงคโปร์ หรือเกาหลีใต้พบว่านักเรียนนักศึกษาที่มีความรู้ความสามารถสูงที่สุดในชั้นเรียนล้วนเลือกประกอบอาชีพครูแทบทั้งสิ้น ปัจจุบันรัฐบาลไทยก็ได้นำ โครงการครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่นหรือโครงการคุรุทายาทซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการที่ต้องการส่งเสริมให้เยาวชนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถในพื้นที่ได้รับโอกาสในการเป็นครูดีในท้องถิ่นของตนได้ เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในพื้นที่ที่ขาดครูอย่างยั่งยืนและสร้างต้นแบบครูที่ดีคืนสู่สังคม ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงการปฏิรูปการศึกษาในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีโครงการดีที่สนับสนุนให้ครูได้พัฒนาศักยภาพสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูกับลูกศิษย์ อีกทั้งผู้นำระดับประเทศต่างให้ความสำคัญกับงานวันครู สะท้อนให้เห็นต้นทุนที่ดีในการปฏิรูปการศึกษา แต่เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เร็วขึ้น อยากเสนอให้รัฐบาลให้น้ำหนักและให้ความสำคัญกับการปฏิรูปวิชาชีพครูให้เข้มข้นกว่าเดิม ทำอย่างไรให้ครูกลายเป็นเสาหลักในการพัฒนาประเทศ ประเทศที่เจริญแล้วต่างใช้ครูเป็นปัจจัยเอาชนะและยกระดับความไม่รู้ และคุณภาพของประเทศทั้งสิ้น “เขามองครูเป็นบุคคลสำคัญ แต่ไทยยังขาดความจริงจังและชัดเจนในเชิงนโยบาย หากใช้โอกาสวันครูปีนี้เป็นการเริ่มต้นการขับเคลื่อนครูให้มีความเป็นเอกภาพ จะเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในการปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ ครูควรก้าวพ้นเรื่องระบบราชการ งานเอกสาร และงานอื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจของครู รัฐบาลต้องกล้าตัดสินใจให้ครูมีโอกาสได้ทำงานนอกห้องเรียนมากขึ้น ให้ครูกล้าคิดนอกกรอบมากขึ้น ให้เด็กได้เรียนรู้ทักษะชีวิตและทักษะอาชีพในศตวรรษที่ 21 ที่สำคัญคืออย่ามองการปฏิรูปการศึกษาหรือการปฏิรูปครูเฉพาะส่วนกลาง แต่ให้มองยึดโยงกับความต้องการของท้องถิ่น ทำให้อาชีพครูเป็นเสาหลักและเกิดเอกภาพทางนโยบาย ก็จะทำให้งานวันครูไม่เป็นเพียงงานเชิงพิธีกรรม แต่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมได้อย่างยั่งยืน” นายเฉลิมพร พงศ์ธีระวรรณ ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีปี 2558 คนแรกของประเทศไทยกล่าวว่า อาชีพครูมีความสำคัญ แต่เดิมครูมักถูกเปรียบกับเรือจ้าง แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ เพราะคำว่าเรือจ้างกินใจความเพียงการส่งต่อเด็กจากระดับหนึ่งไปสู่ระดับที่สูงขึ้นเท่านั้น แต่การสร้างคนให้มีคุณภาพ มิใช่งานที่ส่งต่อ นั่นเป็นการมองเพียงผิวเผิน ฉะนั้นในฐานะครูยุคใหม่ต้องมองว่าทำอย่างไรจะพัฒนาเด็กให้เป็นคนดี คนเก่ง เพื่อที่จะเติบโตขึ้นเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ อยากให้สังคมมองว่า อาชีพครูเป็นอาชีพที่สร้างคน มีเกียรติ และมีความเจริญก้าวหน้า แม้มีอุปสรรคก็อยากให้มองนักเรียนเป็นสำคัญ อย่าไปสนใจสิ่งรอบข้าง ไม่เช่นนั้นจะบั่นทอนจิตใจ แต่หากโฟกัสที่เด็กเห็นความเจริญก้าวหน้าก็จะภาคภูมิใจ ทำให้มีกำลังใจในการทำงานต่อไปได้   ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อสื่อสารองค์กร สสค. ใบตอง-กนกวรรณ 092-442-3656, แอ้ม-เสาวลักษณ์ 086-128-4818  
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/81013

Bookmark and Share
 
Online:  6
Visits:  5,865
Today:  35
PageView/Month:  2,287